วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556

การเตรียมความพร้อมและความรู้สึกก่อนจบม.3

เราต้องหาที่ ที่ เราจะไปศึกษาต่อบางคนอาจจะไปชายอาชีพบางคนอาจจะเรียนต่อระดับชั้นม.4 เราต้องรู้ตัวเองว่าเราชอบแบบใหนความสามารถเราเหมาะสมหรือป่าว แต่ผมคิดว่าจะศึกษาต่ในสายวิชาชีพ
หรือสายอาชีพ ในวิชาไฟฟ้ากำลัง เพราะเป็นวิชาที่ผมถนัดและ
การเตรียมความพร้อมของผมก็คืออย่างแรกต้องเครีย 0 ร. ม.ส  ให้หมดก่อน และไปสมัคเรียนต่อที่
สถานที่ที่เราจะไปศึกษาต่อ
ส่วนความรู้สึกก่อนที่จะจบชั้รมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของ ผมก็ไม่ค่อยดีเท่าไหรเพราะผมติด 0 ติด ร เยอะ มาก
ทำให้ต้องไร่ตามแก้ตัวกับอาจารย์ในวิชาต่างๆ  แต่ก็ สนุกครับ ทำให้ผมรับผิดชอบในงานมากขึ้นทำให้ผมได้รู้สึก ผิดที่ ไม่ยอมเรียนตั้งแต่แรกเพราะชอบหนีไปเที่ยวและ ไปเล่นเกม ( นี้และตัวทำให้ติด 0 ร มส  )  แต่ก็ยังมีอาจารย์ที่ปรึกษา คอย ตาม คอย ดา ว่า และ สอนผม มีเรื้องอะไรอาจารย์จะช้วยลูกศิษย์ตลอด  เป็นอาจารย์ที่ผมรักมากครับผม เค้าดูแลลูกศิษย์ เหมือนพี่น้อง บางครั้งก็เหมือนลูกก็ว่าได้   ผมจบได้เพราะอาจารย์คนนี้ครับ
                                                          "  อาจารย์ เจษฏา  เจริญศรี  "
มันจะเป็นความรู้สึกที่ผมจะไม่มีวันลืม พระคุณของอารย์   

การติดต่อทางพานิชอิเล็กทรอนิคส์


พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จะสมบูรณ์ได้ต้องประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม และองค์ประกอบหลักที่ครบถ้วน โดยในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานประกอบด้วย

1.       Telecommunication Infrastructure: โครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคม ควรมีอย่างเพียงพอและทั่วถึงในราคาที่ยอมรับได้ เพื่อให้การใช้งานสามารถกระจายออกไปได้ทั่วประเทศ เช่น โทรศัพท์ ระบบวงจรเช่า ใยแก้วนำแสง และระบบไร้สาย เป็นต้น
2.       Internet Infrastructure: โครงสร้างพื้นฐานทางอินเทอร์เน็ต โดยการใช้บริการจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ทั้งที่เป็นการใช้บริการแบบส่วนบุคคลและแบบองค์กร ทั้งที่เป็นระบบหมุนโทรศัพท์ผ่านโมเด็มของเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Dial Up Service) หรือแบบเช่าสายสื่อสาร (Leased Line) เพื่อให้สมาชิกภายในองค์กรใช้ร่วมกันผ่านเครือข่ายขององค์กรเอง
3.       Internet Software and Tools: ภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมสำหรับใช้บนอินเทอร์เน็ต เช่น HTML, Java, ASP , และ DHTML เป็นต้น
องค์ประกอบหลักอื่น ๆ ได้แก่

bulletต้องมีเว็บไซต์เป็นของตนเอง
bulletเนื้อหาภายในเว็บไซต์ชัดเจนในเรื่องวัตถุประสงค์ในการขายสินค้า/บริการ
bulletออกแบบเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ง่ายและเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว
bulletมีความปลอดภัยในการสั่งซื้อสินค้าของลูกค้า สามารถป้องกันผู้บุกรุกไม่ให้เข้ามาแก้ไขหรือทำลายข้อมูล
bulletสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในการสั่งซื้อสินค้า/บริการ ว่าจะได้รับสินค้า/บริการแน่นอน และถ้าหากชำระเงินด้วยบัตรเครดิต ข้อมูลจะไม่ถูกนำไปใช้ในการหาผลประโยชน์อื่น
bulletมีทางเลือกในการชำระค่าสินค้า/บริการ ให้กับลูกค้าหลายๆ ทาง เช่น เงินสด บัตรเครดิต เช็คเงินสด ธนาณัติ หรือพัสดุเก็บเงินปลายทาง เป็นต้น
bulletจัดส่งสินค้า/บริการให้ถึงมือลูกค้าด้วยความรวดเร็ว ระมัดระวัง และตรงต่อเวลา
bulletมีทางเลือกในการจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าได้หลายๆทาง (คำนึงถึงความเหมาะสมและค่าใช้จ่ายในการจัดส่งด้วย)

ซอฟต์แวร์สำหรับการทำธุรกิจ เมื่อมีการทำเว็บไซต์แล้วควรใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น เชื่อมต่อให้ครบวงจรทั้งระบบการชำระเงิน การนำข้อมูลมาใช้กับระบบภายในสำนักงาน (Back Office) การจัดการสินค้าคงคลัง การสั่งซื้อสินค้า และระบบการจัดส่ง เป็นต้นพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จะสมบูรณ์ได้ต้องประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม และองค์ประกอบหลักที่ครบถ้วน โดยในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานประกอบด้วย

4.       Telecommunication Infrastructure: โครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคม ควรมีอย่างเพียงพอและทั่วถึงในราคาที่ยอมรับได้ เพื่อให้การใช้งานสามารถกระจายออกไปได้ทั่วประเทศ เช่น โทรศัพท์ ระบบวงจรเช่า ใยแก้วนำแสง และระบบไร้สาย เป็นต้น
5.       Internet Infrastructure: โครงสร้างพื้นฐานทางอินเทอร์เน็ต โดยการใช้บริการจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ทั้งที่เป็นการใช้บริการแบบส่วนบุคคลและแบบองค์กร ทั้งที่เป็นระบบหมุนโทรศัพท์ผ่านโมเด็มของเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Dial Up Service) หรือแบบเช่าสายสื่อสาร (Leased Line) เพื่อให้สมาชิกภายในองค์กรใช้ร่วมกันผ่านเครือข่ายขององค์กรเอง
6.       Internet Software and Tools: ภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมสำหรับใช้บนอินเทอร์เน็ต เช่น HTML, Java, ASP , และ DHTML เป็นต้น
องค์ประกอบหลักอื่น ๆ ได้แก่

bulletต้องมีเว็บไซต์เป็นของตนเอง
bulletเนื้อหาภายในเว็บไซต์ชัดเจนในเรื่องวัตถุประสงค์ในการขายสินค้า/บริการ
bulletออกแบบเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ง่ายและเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว
bulletมีความปลอดภัยในการสั่งซื้อสินค้าของลูกค้า สามารถป้องกันผู้บุกรุกไม่ให้เข้ามาแก้ไขหรือทำลายข้อมูล
bulletสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในการสั่งซื้อสินค้า/บริการ ว่าจะได้รับสินค้า/บริการแน่นอน และถ้าหากชำระเงินด้วยบัตรเครดิต ข้อมูลจะไม่ถูกนำไปใช้ในการหาผลประโยชน์อื่น
bulletมีทางเลือกในการชำระค่าสินค้า/บริการ ให้กับลูกค้าหลายๆ ทาง เช่น เงินสด บัตรเครดิต เช็คเงินสด ธนาณัติ หรือพัสดุเก็บเงินปลายทาง เป็นต้น
bulletจัดส่งสินค้า/บริการให้ถึงมือลูกค้าด้วยความรวดเร็ว ระมัดระวัง และตรงต่อเวลา
bulletมีทางเลือกในการจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าได้หลายๆทาง (คำนึงถึงความเหมาะสมและค่าใช้จ่ายในการจัดส่งด้วย)

ซอฟต์แวร์สำหรับการทำธุรกิจ เมื่อมีการทำเว็บไซต์แล้วควรใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น เชื่อมต่อให้ครบวงจรทั้งระบบการชำระเงิน การนำข้อมูลมาใช้กับระบบภายในสำนักงาน (Back Office) การจัดการสินค้าคงคลัง การสั่งซื้อสินค้า และระบบการจัดส่ง เป็นต้น
 

E-Commerce กับ E-Business เหมือนหรือต่างกันอย่างไร


มีผู้คนจำนวนมากเข้าใจว่า e-Business ก็คือ e-Commerce และมักใช้ คำนี้แทนกันอยู่เสมอ ซึ่งในความจริงแล้วทั้งสองคำมีความหมายไม่เหมือนกันทีเดียว e-Business มีความหมายในขอบเขตที่กว้างกว่า โดยหมายถึง การทำธุรกรรมทุกขั้นตอนในธุรกิจผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการซื้อขาย การติดต่อประสานงาน รวมถึงกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นภายในสำนักงานด้วย ในขณะที่ e-Commerce หรือ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จะเน้นเฉพาะการซื้อขายสินค้าหรือบริการผ่าน World Wide Web เท่านั้น จึงพูดได้ว่า e-Commerce เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ e-Business เท่านั้น
 
การพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยมีอุปสรรคใดบ้าง
 

อุปสรรคในการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญในประเทศไทยคือ การที่ประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจที่ดีพอในพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ โดยมักมองว่าเป็นเรื่องของเทคโนโลยีที่ยุ่งยากซับซ้อน ต้องใช้เงินลงทุนสูง ผลตอบแทนที่ได้ไม่ชัดเจน อาจไม่คุ้มกับเงินลงทุนที่เสียไป จึงไม่กล้าที่จะนำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มาประยุกต์ใช้เข้ากับธุรกิจที่ตนมีอยู่

จากการสำรวจกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ประจำปี 2544 ระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคม ซึ่งจัดทำโดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ภายใต้สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ พบว่า ในความคิดเห็นของประชาชนทั่วไป ปัญหาสำคัญ อันดับแรกของอินเทอร์เน็ต ได้แก่ ความล่าช้าของการสื่อสาร การประกอบไปด้วยแหล่งยั่วยุทางเพศ และ การขาดความเชื่อถือในเรื่องของบริการเครือข่าย (เช่น ปัญหาการเชื่อมต่อยากหรือ ปัญหาสายหลุดบ่อย) ซึ่งข้อมูลโดยละเอียด สรุปได้ผลดังนี้

การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

 การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
ความหมาย
Electronic Commerce หรือ การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง การทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจที่ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น การซื้อขายสินค้าและบริหาร การโฆษณาสินค้า การโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น จุดเด่นของ E-Commerce คือ ประหยัดค่าใช้จ่าย และเพิ่ม ประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ โดยลดความสำคัญขององค์ประกอบของธุรกิจที่มองเห็นจับต้องได้ เช่นอาคารที่ทำการ ห้องจัดแสดงสินค้า (show room) คลังสินค้า พนักงานขายและพนักงานให้บริการต้อนรับลูกค้า เป็นต้น ดังนั้นข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์คือ ระยะทางและเวลาทำการแตกต่างกัน จึงไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจอีกต่อไป
อุปกรณ์และวิธีการทำ E-commerceอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบด้วย ระบบสื่อสารโทรคมนาคม ระบบคอมพิวเตอร์และระบบฐานข้อมูล ระบบสื่อสารอาจเป็นระบบพื้นฐานทั่วไป เช่นระบบโทรศัพท์ โทรสาร หรือวิทยุ โทรทัศน์ แต่ระบบอินเทอร์เน็ตซึ่งเชื่อมโยงถึงกันได้ทั่วโลก เป็นระบบเปิดกว้าง โดยเป็นระบบเครือข่ายของเครือข่าย ที่เรียกว่า world wide web มาจากความเป็นเอกลักษณ์คือสามารถสร้างให้มี hyperlink จากหน้าหนึ่งไปอีกหน้าหนึ่ง ไป webpage อื่น หรือไป website อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังสามารถสื่อได้ทั้งภาพ เสียง และภาษาหนังสือที่หลากหลายซับซ้อน สามารถมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกันได้ทันทีทันใด ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์สามารถบันทึกเก็บไว้หรือนำใช้ต่อเนื่องได้ การประยุกต์ใช้ และกระแสตอบรับธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตจึงแพร่หลายภายในระยะเวลาอันสั้น
         E-Commerce ใช้ติดต่อกับลูกค้าได้หลายระดับ ธุรกิจกับลูกค้า ธุรกิจกับธุรกิจ ธุรกิจกับภาครัฐ ฯ สาระของการติดต่อจะมี 4-5 ประการ คือ
การขาย รวมการโฆษณา แสดงสินค้า เสนอราคา สั่งซื้อ คำนวณราคา
การชำระเงิน การตกลงวิธีชำระเงิน สั่งโอนเงิน ให้ข้อมูลบัญชีธนาคารที่ใช้ตัดบัญชี ตลอดจนเงินดิจิทัลรูปแบบใหม่ ๆ
การขนส่ง แจ้งวิธีการส่งมอบของ ค่าขนส่ง และสถานที่ติดต่อและระบบติดตามสินค้าที่ส่ง
บริการหลังการขาย การติดต่อภายในบริษัท เช่นระบบบัญชี คลังสินค้า ระบบสั่งซื้อสินค้าและวัตถุดิบ สั่งผลิต ตลอดจนบริการลูกค้าหลังการขาย
บทบาทภาครัฐกับ E-Commerce
        เนื่องจากการทำธุรกิจดังกล่าวมีการแข่งขันกันร้อนแรง ส่วนใหญ่อยู่ในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยเป็นไปได้ที่คู่ค้าอาจไม่เคยรู้จักติดต่อกันมาก่อน ปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากภาครัฐได้แก่ แผนกลยุทธ์การค้าอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศ เพื่อมิให้เสียเปรียบเชิงการค้าในระดับโลก โครงสร้างการสื่อสารที่ดีและเพียงพอ กฎหมายรองรับข้อมูลและหลักฐานการค้าที่ไม่อยู่ในรูปเอกสาร ระบบความปลอดภัยข้อมูลบนเครือข่ายและระบบการชำระเงิน

E-Government เป็นอีกมิติหนึ่งของการให้บริการภาครัฐออนไลน์ที่จะเอื้อให้ธุรกิจ ประชาชน ติดต่อใช้บริการ ในกรอบบริการงานแต่ละด้านของส่วนราชการต่าง ๆ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทยให้บริการโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์แก่สถาบันการเงิน กรมทะเบียนการค้าให้บริการจดทะเบียนการค้า เป็นต้น นอกจากนี้ การทำ E-Procurement เพื่อการจัดซื้อจัดหาภาครัฐก็เป็นบริการที่ควรดำเนินการ เพราะจะช่วยให้เกิดความโปร่งใส และเป็นไปตามกรอบนโยบายของที่ประชุมเอเปคด้วย
ความปลอดภัยกับ E-Commerce
        ระบบความปลอดภัยนับเป็นเรื่องที่โดดเด่นที่สุด และมีเทคโนโลยีความปลอดภัยคือ Public Key ซึ่งมีองค์กรรับรองความถูกต้องเรียกว่า CA (Certification Authority) ระบบนี้ใช้หลักคณิตศาสตร์คำนวณรหัสคุมข้อความจากผู้ส่งและผู้รับอย่างเฉพาะเจาะจงได้ จึงสามารถพิสูจน์ตัวตนของผู้รับผู้ส่ง (Authentication) รักษาความปลอดภัยของข้อมูล (Confidentiality) ความถูกต้องไม่คลาดเคลื่อนของข้อมูล (Integrity) และผู้ส่งปฏิเสธความเป็นเจ้าของข้อมูลไม่ได้ (Non-repudiation) เรียกว่าลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Signature)
         ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการมีกฎหมายรองรับการทำธุรกรรมบนเครือข่าย ประเทศในยุโรปและประเทศสหรัฐอเมริกาได้ออกกฎหมายรับรองการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ และกฎหมายรองรับการทำธุรกิจดังกล่าว สำหรับในประเทศไทยก็เร่งจัดการออกกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ 6 ฉบับ โดยกฎหมาย 2 ฉบับแรกที่จะออกใช้ได้ก่อนคือ กฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์และกฎหมายลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์
การชำระเงินบน E-Commerce
         จากผลการวิจัยพบว่า วิธีการชำระเงินที่สำคัญสำหรับกรณีธุรกิจกับธุรกิจ ร้อยละ 70 ใช้วิธีหักบัญชีธนาคาร ขณะที่ ธุรกิจกับผู้บริโภคร้อยละ 65 ชำระด้วยบัตรเครดิต
         สำหรับในประเทศไทย... ผลการสำรวจพบว่าผู้สั่งสินค้าบนอินเทอร์เน็ตร้อยละ 40-60 ใช้บัตรเครดิต อีกร้อยละ 40 ใช้วิธีโอนเงินในบัญชี ซึ่งหมายความรวมถึง Direct Debit, Debit Card และ Fund Transfer
เพื่อ... สร้างความเชื่อมั่นแก่ระบบการชำระเงินบนอินเทอร์เน็ต มีแนวทางการพัฒนาเพื่อบริการชำระเงินดังนี้
         1. บริการ internet banking และ/หรือธุรกิจประเภท Payment Gateway จะเป็น hyperlink ระหว่าง website ของร้านค้ากับระบบของธนาคาร และธนาคารสามารถดำเนินการตามข้อมูลที่ได้รับเพื่อตัดโอนเงินในบัญชีของลูกค้า หรือส่งเป็นคำสั่งโอนเข้าระบบการชำระเงินระหว่างธนาคารที่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน
         2. สำหรับการชำระเงินที่เป็น Micro Payment การใช้เงินดิจิทัลซึ่งบันทึกบนบัตรสมาร์ตการ์ด หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถสร้างเสริมระบบความปลอดภัยให้มั่นใจได้เหนือกว่าระบบบัตรเดบิตและบัตรเครดิตทั่วไป จึงเป็นแนวโน้มเทคโนโลยีที่น่าสนใจและเหมาะสม

ทักษะที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพ

ทักษะเป็นความชำนานหรือความเชี่ยวชานที่เกิดจากความคล่องแคล่ว และเกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุด
ซึ่งทักษะที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพ  มีดังนี้

1. ทักษะกระบวนกานทำงาน
2. ทักษะกระบวนการแก้ปัญหา
3. ทักษะการทำงานร่วมกัน
4. ทักษะการแสดงหาความรู้
5. ทักษะการจัดการ

ทักษะกระบวนการทำงาน

๑  การวิเคราะห์งาน เป็นการมองภาพรวมของงานเมื่อได้รับมอบหมาย ว่าเป้าหมาย ของ งานคืออะไร
  ผลลัพของงานที่จะทำคืออะไรและทำอย่างไรเพื่อให้งานบรรลุเป้าหมาย

๒  การวางแผนในการทำงาน ป็นกระบวนการเรียนการสอนอย่างหนึ่ง แปลตามตัวก็คือเป็นการเรียนรู้ 

ผ่านการปฏิบัติ หรือ การลงมือทำซึ่ง " ความรู้ "ที่เกิดขึ้นก็เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ ดังกล่าวนั่นเองหรือพูดให้ง่ายขึ้นมาหน่อยก็คือ หากเปรียบความรู้เป็น " กับข้าว " อย่างหนึ่งแล้ว Active learning ก็คือ " วิธีการปรุง " กับข้าวชนิดนั้น ดังนั้นเพื่อให้ได้กับข้าวดังกล่าว เราก็ต้องใช้วิธีการปรุงอันนี้แหละแต่ว่ารสชาติจะออกมาอย่างไรก็ขึ้นกับประสบการณ์ความชำนาญ ของผู้ปรุงนั่นเอง 

๓  การลงมือทำงาน  เริ่มจากการนำหลักสูรกางออกมาให้หมดว่าแต่ละวิชามีเนื้อหาอะไรบ้างที่เด็กจะต้องรู้จากนั้น ก็เลือกหัวข้อเรื่องของแต่ละวิชาที่มีความคล้ายคลึงกัน หรือ มีความเกี่ยวข้องกันมาปรับเป็น กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันการที่นำเนื้อหาที่สอดคล้องกันมาใช้ร่วมกันก็เป็นการเรียนการ สอนที่เรียกว่า " บูรณาการ " ซึ่งอันนี้บางโรงเรียนอาจจะทำ Active learning แบบแยกส่วนเป็น วิชา ๆ ไปก็ได้ก็จะเป็นการลด ขั้นตอน ในการทำงานลงไปหน่อยไม่ต้องปวดหัวกับการจับมา รวมกัน แล้วดัดแปลงให้ลงตัวเหมือน บูรณาการ หลังจากได้เนื้อหาที่ต้องการแล้วก็นำมาประยุกต็ให้เป็นการปฏิบัติ โดยมาคิดว่าจะทำอย่างไร๔ การประเมินผลการทำงาน  วิธีการประเมินผลการปฏิบัติงาน  นับว่าเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการบริหารงานบุคคล  เพราะเหตุว่าการประเมินผลการปฏิบัติงานตามวิธีการสมัยใหม่  ช่วยให้การเลือกสรรบุคคล  และการวินิจฉัยเกี่ยวกับนโยบายบุคคล  ดำเนินไปด้วยความมีเหตุผลและเชื่อถือได้  ประโยชน์ที่สำคัญของวิธีการประเมินผลการปฏิบัติงา 

วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2556

การจัดประสบการณ์อาชีพ

มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์

มาตรฐานที่ 9 ใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย
ตัวบ่งชี้ที่ 1 สนทนาโต้ตอบ เล่าเรื่องให้ผู้อื่นเข้าใจ
มาตรฐานที่ 12 มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และมีทักษะในการแสวงหาความรู้
ตัวบ่งชี้ที่ 1 สนใจเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ
ตัวบ่งชี้ที่ 2 แสวงหาคำตอบด้วยวิธีการที่หลากหลาย
สาระสำคัญ
การฟังนิทาน และตอบคำถามจากนิทาน เรื่อง ร่างกายของเรา ช่วยให้เด็กได้ฝึกทักษะพื้นฐานทางภาษาในการฟัง และพูด และร่วมกิจกรรมในโรงเรียนอย่างมีความสุข
จุดประสงค์การเรียนรู้
1. สนทนาและตอบคำถามจากนิทานที่ฟังได้
2. สนใจและร่วมกิจกรรมอย่างมีความสุข
สาระการเรียนรู้ เรื่องราวเกี่ยวกับเด็ก
1. สาระที่ควรเรียนรู้
- กิจกรรมการฟังนิทาน เรื่อง ร่างกายของเรา
2. ประสบการณ์สำคัญ
2.1 ด้านร่างกาย การเคลื่อนไหวเคลื่อนที่
2.2 ด้านอารมณ์และจิตใจ การร้องเพลงและการแสดงออกอย่างสนุกสนาน
2.3 ด้านสังคม การเล่นและทำงานร่วมกับผู้อื่น
2.4 ด้านสติปัญญา การฟังเรื่องราวนิทาน
การดำเนินกิจกรรม
ขั้นนำ
1. เด็กและครูร่วมกันร้องเพลง ไก่ย่าง พร้อมทำท่าทางประกอบ
2. เด็กและครูร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับเนื้อหาในเพลง
ขั้นกิจกรรม
3. เด็กและครูร่วมกันสร้างข้อตกลงในการร่วมฟังนิทานเรื่อง ร่างกายของเรา เช่น
3.1 เด็ก ๆ ควรนั่งอยู่กับที่ขณะครูเล่านิทาน
3.2 เด็ก ๆ ไม่พูดแซงขณะที่ฟังนิทาน
4. แนะนำหนังสือนิทานประกอบภาพ เรื่อง ร่างกายของเรา โดยให้เด็กดูภาพหน้าปกหนังสือนิทานและซักถามเกี่ยวกับรูปภาพ
5. ครูเล่านิทานประกอบภาพเรื่อง ร่างกายของเรา ให้เด็กฟังทีละหน้าพร้อมกับชี้ภาพประกอบ
6. เด็กและครูร่วมกันสนทนาเนื้อหาในนิทาน เรื่อง ร่างกายของเรา โดยใช้คำถาม ดังนี้
6.1 ร่างกายของเรามีอะไรบ้าง (แขน ขา มือ เท้า หัว จมูก หู ตา ลิ้น แขน ปาก ผม คิ้ว)
6.2 อวัยวะส่วนต่าง ๆ ของเรามีประโยชน์อย่างไรบ้างเอ่ย
ขั้นสรุป
7. เด็กและครูร่วมกันสรุปประโยชน์ของการฟังนิทาน เรื่อง ร่างกายของเรา โดยใช้คำถาม ดังนี้
7.1 เด็ก ๆ ฟังนิทานเรื่อง ร่างกายของเรา ได้ประโยชน์อะไรบ้าง
7.2 เด็ก ๆ ชื่นชอบตัวละครตัวใด และตัวละครที่เด็ก ๆ ชอบมีลักษณะอย่างไร
8. ครูนำหนังสือนิทานประกอบภาพ เรื่อง ร่างกายของเรา ไปเก็บที่มุมหนังสือในห้องเรียนเพื่อให้นักเรียนได้อ่านในชั่วโมงกิจกรรมเสรี

ทักษะการจัดการ


ทักษะการจัดการแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ 
1.
   การจัดการระบบงานโดยสามารถจัดสรรเวลาทำงานให้เป็นระบบปฏิบัติงานตามกฎระเบียบแบบแผนและขั้นตอนต่างได้
2.
    การจัดการระบบคนโดยมีความสามารถในการคัดเลือกคนเข้าทำงาน  แบ่งปัน จัดสรรให้เหมาะสมกับงาน        

ทักษะการแสวงหาความรู้


ทักษะการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง สามารถฝึกฝนได้จากการปฏิบัติต่อไปนี้ 
1.
     กำหนดปัญหาในการสืบค้นข้อมูลความรู้    คือการตั้งหัวข้อ   ตั้งประเด็นในการศึกษาค้นคว้า 
2.
      การวางแผนในการสืบค้นข้อมูลความรู้  เมื่อคิดหาหัวข้อหรือประเด็นที่เราต้องการจะสืบค้นได้แล้ว  ควรวางแผน 
กำหนดเป้าหมายว่าจะสืบค้นข้อมูลความรู้จากที่ใด
 
3.
      การดำเนินการสืบค้นข้อมูลความรู้ตามแผนที่กำหนดไว้  คือการดำเนินการสืบค้นข้อมูลความรู้ในหัวข้อที่ต้องการ  ตามแผนงานที่วางไว้ 
4.
      การวิเคราะห์ข้อมูลจากการสืบค้นความรู้   การนำข้อมูลต่างๆมาพิจารณาอย่างละเอียดถึงองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของข้อมูล
 5.     การสรุปผลจากการสืบค้นความรู้และการบันทึกจัดเก็บเมื่อวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆได้ออกมาตามต้องการควรบันทึกจัดเก็บข้อมูลที่รวบรวมมาได้ต่างๆในรูปแบบที่ง่ายต่อการค้นหา

ทักษะการทำงานร่วมกัน



 
1.      รู้จักบทบาทหน้าที่ภายในกลุ่ม   ในการทำงานร่วมกับคนอื่นนั้น    ควรรู้จักหน้าที่และความรับผิดชอบของตนเอง
 2.      มีทักษะในการพูดแสดงความคิดเห็นและอภิปรายในกลุ่ม     เมื่อทำงานร่วมกับคนอื่นควรฝึกฝนที่จะเป็นผู้ฟังที่ดี 
ยอมรับความคิดเห็นของคนอื่น
 3.      มีคุณธรรมในการทำงานร่วมกัน  เพื่อความสุขในการทำงานร่วมกับผู้อื่น  และหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความขัดแย้ง 
4.      สรุปผลโดยการจัดทำรายงาน   การทำงานกลุ่มใดๆก็ตามควรมีการสรุปผลออกมาอย่าเป็นรูปธรรม  
อาจอยู่ในรูปแบบของการจัดทำรายงาน
 5.     นำเสนองาน  เมื่อมีรายงานออกมาอย่างชัดเจน  เป็นเอกสารแล้ว ควรมีทักษะในการนำเสนองานการปฏิบัติงานของกลุ่มในรุ)แบบต่างๆ 

ทักษะกระบวนการแก้ปัญหา


จะช่วยให้เกิดความคิดในการหาทางออก  เทื่อพบปัญหาในเวลาหรือสถานการณ์การทำงาน  โดยมีขั้นตอน ดังนี้ 
1.
       สังเกต  นักเรียนควรฝึกตนเองให้เป็นคนช่างสังเกต  สามารถศึกษาหรือรับรู้ข้อมูลมองเห็นและเข้าใจปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นได้
 2.      วิเคราะห์   เมื่อทราบปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว   ควรวิเคราะห์ว่าปัญหาที่มีมากน้อยเพียงใดและลำดับความสำคัญของปัญหา
 3.     สร้างทางเลือก  ควรสร้างทางเรื่องในการแก้ปัญหาซึ่งอาจจะมีมากมายโดยการสร้างทางเลือกนั้นอาจจะมาจากการศึกษาค้นคว้าการทดลอง   การตรวจสอบ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการแก้ปัญหา 
4.
    ประเมินทางเลือก    ทางเลือกต่างๆที่สร้างขึ้นมาจากการศึกษาค้นคว้าหรืการตรวจสอบต่างๆควรพิจารณาให้ละเอียดว่าทางเลือกใดที่เหมาะสมกับการแก้ปัญหาที่สุด 

การติดต่อสื่อสารและใช้บริการกับหน่วยงานต่างๆ


การติดต่อสื่อสารและใช้บริการกับหน่วยงานต่างๆ

  การติดต่อสื่อสาร เป็นการสร้างความเข้าใจจากบุคคลหนึ่งไปยังบุคคลหนึ่ง หรือหน่วยงานหนึ่งไปยังหน่วยงานหนึ่ง หรือเป็นกระบวนการในการส่งข่าวสารระหว่างบุคคล หรือหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกขององค์กร เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และสามารถประสานงานให้ฝ่ายต่าง ๆ ได้ปฏิบัติหน้าที่ความรับผิดชอบได้ตรงตามวัตถุประสงค์ขององนั้นๆ
    ซึ่งการสื่อสารภายในองค์กรจะมีระดับการสื่อสารอยู่หลายระดับด้วยกันไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารระหว่างบุคคล  การประชุม  การฝึกอบรม  การสัมมนา  การชี้แจง  การชี้แจงด้านเอกสาร  วารสาร หรือระบบ  Internet และ E – mail  ภายในองค์กร  การสื่อสารอย่างไม่เป็นทางการ เป็นต้น  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผู้บริหารควรเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย  มิใช่การสื่อสารระดับผู้บริหารเท่านั้น  ต้องทำให้ทุกระดับทั้งฝ่ายปฏิบัติการและฝ่ายบริหารรับทราบข้อมูลที่สอดคล้องกันจึงจะสร้างภาพลักษณ์หรือรับรู้ปัญหาขององค์กรได้ทั้งหมด  ซึ่งเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ควรให้ความสำคัญด้วย
    อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า การสื่อสารคือ  เครื่องสร้างความเข้าใจ และสร้างวัฒนธรรมตลอดจนสามารถสร้างความมั่นคงให้กับองค์กรนั้นๆ  เป็นศูนย์รวมให้องค์กรนั้นๆ ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิผล  โดยผู้ใช้จะต้องเข้าใจและเข้าถึงกระบวนการสื่อสารเป็นอย่างดี
    การติดต่อสื่อสารในองค์กรมีจุดประสงค์ดังนี้
    1)  เพื่อแจ้งให้ทราบ คือ การรับและส่งข่าวสารด้านต่างๆ การนำเสนอเรื่องราว ความรู้สึกนึกคิด ความรู้ หรือสิ่งอื่นใด ที่ต้องการให้ผู้รับสารรู้และเข้าใจข้อมูลนั้นๆ โดยมุ่งให้ความรู้และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง
    2) เพื่อความบันเทิงใจ คือ การรับส่งความรู้สึกที่ดี และมุ่งรักษามิตรภาพต่อกัน เป็นการนำเสนอเรื่องราวหรือสิ่งอื่นใดที่จะทำให้ผู้รับสารเกิดความพึงพอใจ
    3) เพื่อชักจูงใจ คือ การนำเสนอเรื่องราวหรือสิ่งอื่นใดเพื่อจูงใจให้เกิดความร่วมมือ สร้างกำลังใจ เพื่อให้ผู้รับสารเกิดความคิดคล้อยตาม หรือปฏิบัติตามที่ผู้ส่งสารต้องการ และนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไข
    ความสำคัญของการติดต่อสื่อสารในองค์กร
    1) เป็นเครื่องมือของผู้บริหารในการบริหารงาน  เพราะการสื่อสารภายในองค์กรจะช่วยทำให้สามารถทำงานได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี  เนื่องจากการทำงานต้องอาศัยหลายฝ่าย หลายส่วนงานเข้ามาช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้กับองค์กร
    2) เป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารกับบุคลากรต่างๆภายในองค์กรเดียวกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน และสร้างความไว้วางใจต่อกัน โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้บุคลากรในระดับต่างๆได้มีส่วนร่วมในการบริหารงานของผู้บริหาร
    3) การช่วยกันปฏิบัติภารกิจขององค์กรและมีการประสานงานระหว่างกัน พร้อมทั้งทำงานสอดคล้องกันแม้ว่าจะต่างฝ่ายกันก็ตาม แต่เพื่อองค์กรเดียวกัน  ผู้บริหารสามารถใช้การสื่อสารให้เป็นการสื่อสารเพื่อ สร้างความเป็นหนึ่งเดียวภายในองค์กรให้ได้
   4) การช่วยให้เกิดการพัฒนาและการทำงานที่มีประสิทธิภาพ  จากปัจจัยต่างๆเมื่อผสมผสานเข้ากันแล้ว  สามารถช่วยทำให้เกิดการพัฒนาองค์กรได้  โดยเฉพาะพลังขับเคลื่อนที่นำโดยผู้บริหาร  ที่รู้จักการสื่อสารภายในองค์กรเป็นอย่างดี
                              

วันพุธที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2556

การพัฒนาตนเองเพื่อประกอบ อาชีพอิสระ สามารถกระทำได้ดังนี้


การพัฒนาตนเองเพื่อประกอบ อาชีพอิสระ สามารถกระทำได้ดังนี้
            ๑. ศึกษาความรู้อยู่เสมอ อาจทำได้ หลายวิธี โดยรับฟังข่าวสารข้อมูลทางวิทยุ โทรทัศน์ ศึกษาจากเอกสารต่าง ๆ ผู้รู้และ การศึกษาดูงาน
            ๒. มีความเชื่อมั่นในตนเองกล้าคิด กล้าทำและกล้าตัดสินใจ
            ๓. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
            ๔. มีความขยันหมั่นเพียร
            ๕. มีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น
            ๖. มีไหวพริบในการแก้ปัญหา
            ๗. ดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง
            ๘. แต่งกายให้สะอาด เรียบร้อย เหมาะสม
            ๙. ยิ้มแย้ม แจ่มใส ร่าเริง
            ๑๐. การแสดงออกโดยสุภาพ สำรวม มีสัมมาคารวะ อ่อนน้อม
การพัฒนาตนเองเพื่อประกอบ อาชีพอิสระ สามารถกระทำได้ดังนี้
            ๑. ศึกษาความรู้อยู่เสมอ อาจทำได้ หลายวิธี โดยรับฟังข่าวสารข้อมูลทางวิทยุ โทรทัศน์ ศึกษาจากเอกสารต่าง ๆ ผู้รู้และ การศึกษาดูงาน
            ๒. มีความเชื่อมั่นในตนเองกล้าคิด กล้าทำและกล้าตัดสินใจ
            ๓. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
            ๔. มีความขยันหมั่นเพียร
            ๕. มีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น
            ๖. มีไหวพริบในการแก้ปัญหา
            ๗. ดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง
            ๘. แต่งกายให้สะอาด เรียบร้อย เหมาะสม
            ๙. ยิ้มแย้ม แจ่มใส ร่าเริง
            ๑๐. การแสดงออกโดยสุภาพ สำรวม มีสัมมาคารวะ อ่อนน้อม

ไอเดียประดิษฐ์พู่ สำหรับตกแต่งบ้าน


ไอเดียประดิษฐ์พู่ สำหรับตกแต่งบ้าน

อุปกรณ์

  • กระดาษว่าว
  • กรรไกร
  • เชือก
  • สก็อตเทป

วิธีทำ

  1. นำกระดาษว่ามาตัดเป็นเส้นๆ จากนั้นนำไปพันติดกับเชือก
  2. ติดสก็อตเทปด้านบนให้เรียบร้อย
  3. จากนั้น ทำอีกหลายๆอัน รัดติดเชือกเว้นระยะห่างเล็กน้อย
เมื่อทำเสร็จแล้ว นำไปตกแต่งบ้าน ตามรั้ว ตามที่ต่างๆในบ้าน

เปลี่ยนกล่องกระดาษให้เป็น รถของเล่น


เปลี่ยนกล่องกระดาษให้เป็น รถของเล่น

อุปกรณ์

  • กล่องกระดาษ
  • กระดาษสี
  • จานพลาสติก
  • กรรไกร
  • กาว

วิธีทำ

  1. นำกล่องกระดาษมาตัดฝาทิ้ง แล้วตกแต่งด้านข้างกล่องให้มีสีสวยๆ ลายสดใส ตามชอบ
  2. นำจานกระดาษสีดำ หรือจานพลาสติกสีดำ ทำเป็นล้อรถทั้ง 4 ด้าน
  3. ตกแต่งให้สวยงาม ตามชอบ
ทำรถของเล่นจากกล่อง สามารถชวนเด็กมาช่วยทำได้ด้วยนะ ลองดูค่ะ

ตกแต่ง ทำเป็นที่ใส่ดินสอ


ไอเดียประดิษฐ์กระป๋อง ทำเป็นของตกแต่งบ้าน

กระป๋องเก่าๆ เกลื่อนบ้าน นำมาประดิษฐ์เป็นของตกแต่งบ้านกันค่ะ

เริ่มจาก นำมาล้าง ทำความสะอาดให้เรียบร้อย พ่นสีสวยๆ ฉลุลายน่ารักๆ ใส่หลอดไฟด้านใน เพียงเท่านี้ ก็ได้หลอดไฟประดับสวยๆแล้วค่ะ
กระถางดอกไม้ แบบนี้ทำง่ายมากค่ะ ทำความสะอาดกระป๋อง พ่นสีตามชอบ ใส่ดิน ใส่ดอกไม้ลงไป นำไปประดับตามที่ต่างๆรอบบ้านค่ะ

ทำเป็นที่ใส่ขนมอร่อยๆ น่ากิน

กระป๋องใส่ขนม ทำจากกระป๋อง ตกแต่งลายสวยจากกระดาษสี กระดาษห่อของขวัญลายน่ารักๆ

ตกแต่ง ทำเป็นที่ใส่ดินสอ

ที่ใส่ดินสอสวยๆ ทำจากกระป๋องแบบง่ายๆ นำไปติด ประดับในบ้าน บนโต๊ะหนังสือ ข้างโต๊ะ ตามชอบค่ะ
หรือจะนำไปใส่ของเล่นได้ค่ะ

กระป๋องเตี้ยๆ

นำมาทำความสะอาด ใส่ของกระจุกกระจิก เช่น ลูกปัด คลิปหนีบกระดาษ หมุด … ของเล็กๆ หายาก นำจับแยกเป็นส่วนๆ

เยอะแยะ

ลองสังเกตจากรูปสวยๆ ที่นำมาฝากนะคะ มีหลากหลายแบบให้เลือกใช้ค่ะ

วาดรูปใบไม้ จากใบไม้แห้งทาสี


วาดรูปใบไม้ จากใบไม้แห้งทาสี

อุปกรณ์

  • กระดาษวาดเขียน
  • ใบไม้แห้ง
  • สีน้ำ
  • พู่กัน

วิธีทำ

  1. นำใบไม้แห้ง ใบใหญ่ๆ มาระบายสีสวยๆลงไปด้านหลังใบไม้
  2. จากนั้น นำไปวางลงบนกระดาษวาดเขียน กดใบไม้เล็กน้อย เพื่อให้สีติดลงไปบนกระดาษ
  3. ลอกใบไม้ออก รอสีแห้ง จะได้รูปวาดสวยๆ ตามที่ลงสีไว้
อยากได้ต้นไม้โทนสีไหน ให้ระบายสีนั้นลงไป ได้เลยค่ะ
ลิงก์ผู้สนับสนุน

ทำดอกไม้จากที่เปิดฝากระป๋อง


ทำดอกไม้จากที่เปิดฝากระป๋อง

อุปกรณ์

  • ฝาดึงกระป๋องน้ำอัดลม
  • กระดุม
  • ดอกไม้พลาสติกสำหรับตกแต่ง
  • กาวยิง
  • กิ๊บสำเร็จรูป
  • ที่คาดผมสำเร็จรูป
  • สายสร้อย
  • แหวน

วิธีทำ

  1. นำฝาดึงขวดน้ำอัดลมเตรียมไว้ 8 อัน กระดุม 1 เม็ด
  2. นำกระดุมเม็ดใหญ่ เม็ดเล็ก ตามชอบ มาติดด้วยฝาดึงด้านหลัง ติดแบบสี่มุม แล้วติดอีกสี่อันตามแนวทแยง
  3. จากนั้นพลิกอีกด้าน นำเม็ดพลาสติกสีสวยๆ มาติด ตกแต่งให้สวยงาม
  4. ถ้าต้องการเพิ่มความสวย ให้กับดอกไม้ที่ทำ นำสีน้ำมาระบายให้สวยงาม
  5. จากนั้นนำไปติดบนกิ๊บติดผม ที่คาดผม แหวน สร้อยคอ… ตามชอบค่ะ
ลิงก์ผู้สนับสนุน
รูป 2 ทำดอกไม้จากฝาขวด กระดุม (ทำเป็นเครื่องประดับ)รูป 3 ทำดอกไม้จากฝาขวด กระดุม (ทำเป็นเครื่องประดับ)รูป 4 ทำดอกไม้จากฝาขวด กระดุม (ทำเป็นเครื่องประดับ)รูป 5 ทำดอกไม้จากฝาขวด กระดุม (ทำเป็นเครื่องประดับ)รูป 6 ทำดอกไม้จากฝาขวด กระดุม (ทำเป็นเครื่องประดับ)รูป 7 ทำดอกไม้จากฝาขวด กระดุม (ทำเป็นเครื่องประดับ)

วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2556

กระบวนการเทคโนโลยี-วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี


กระบวนการเทคโนโลยี 

กระบวนการเทคโนโลยี (TechnologicalProcess) คือ  ขั้นตอนการแก้ปัญหาหรือตอบสนองต่อความต้องการ ซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากทรัพยากรให้เป็นผลผลิตหรือผลลัพธ์ ระบบเทคโนโลยีประกอบด้วยกระบวนทางเทคโนโลยีทั้งหมด 7 ขั้นตอน ได้แก่
1.กำหนดปัญหาหรือความต้องการ (Identification the problem,need or preference)
     เมื่อมนุษย์เกิดปัญหาหรือความต้องการ ขั้นแรกคือ การทำความเข้าใจปัญหานั้น ๆ อย่างละเอียด หรือกำหนดขอบเขตการแก้ปัญหา ระบุความต้องการให้ชัดเจนว่าต้องการอะไร โดยเขียนเป็นข้อความสั้น ๆให้ได้ใจความชัดเจน
 2.รวบรวมข้อมูลเพื่อแสวงหาวิธีการแก้ปัญหาหรือสนองความต้องการ (Information
เมื่อกำหนดปัญหาหรือความต้องการแล้ว ขั้นตอนต่อไป คือ เก็บรวบรวมข้อมูลและความรู้ทุกด้านที่ เกี่ยวข้องกับปัญหาหรือความต้องการเพื่อหาวิธีการที่เหมาะสมสำหรับแก้ปัญหา หรือสนองความต้องการที่กำหนดไว้ ทำได้หลายวิธี เช่น 
      • รวบรวมข้อมูลจากหนังสือ วารสารต่างๆ
      • สำรวจตัวอย่างในท้องตลาด
      • สัมภาษณ์พูดคุยกับคนอื่น
      • ระดมสมองหาความคิด
      • สืบค้นจากอินเตอร์เน็ต และจากแผ่นซีดีเสริมความรู้ ฯลฯ 
               ข้อมูลเหล่านี้จะนำไปสู่การได้วิธีการแก้ปัญหา หรือสนองความต้องการในหลายแบบ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก ซึ่งจะเป็นช่องทางที่สามารถใส่เนื้อหาที่เราต้องการให้นักเรียนได้เรียนรู้ และถือว่าเป็นช่องทางของการบูรณาการได้ดีที่สุด  
 3.เลือกวิธีการแก้ปัญหาหรือสนองความต้องการ (Selection of the best possible solution)
               ในขั้นนี้ เป็นการตัดสินใจเลือกแนวคิดที่ดีที่สุดสำหรับแก้ปัญหา โดยนำข้อมูล และความรู้ที่รวบรวมได้มาประกอบกันจนได้ข้อสรุปว่า จะเลือกวิธีการแก้ปัญหาหรือวิธีการสนองความต้องการเป็นแบบใด โดยวิธีการที่เลือกอาจยึดแนวที่ว่า เมื่อเลือกแล้วจะทำให้สิ่งนั้นดีขึ้น (Better) สะดวกสบายหรือรวดเร็วขึ้น(Faster speed) ประหยัดขึ้น (Cheaper) รวมทั้งวิธีการเหล่านี้ จะต้องสอดคล้องกับทรัพยากร (Resource) ที่มีอยู่
4.ออกแบบและปฏิบัติ (Design and making)
               ขั้นตอนนี้ต้องการให้นักเรียนรู้จักคิดออกแบบ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของเครื่องใช้เสมอไป อาจเป็นวิธีการก็ได้ และการออกแบบไม่จำเป็นต้องเขียนแบบเสมอไป อาจเป็นแค่ลำดับความคิด หรือจินตนาการให้เป็นขั้นตอนซึ่งรวมปฏิบัติการลงไปด้วย นั่นคือเมื่อออกแบบแล้วต้องลงมือทำ และลงมือปฏิบัติในสิ่งที่ออกแบบไว้
 5.ทดสอบ (Testing to see if it works)
                 เป็นการนำสิ่งประดิษฐ์หรือวิธีการนั้นทดลองใช้เพื่อทดสอบว่าใช้งานหรือทำงานได้ หรือไม่มีข้อบกพร่องอย่างไร ถ้ายังไม่ได้ก็ไปสู่ขั้นตอนต่อไป คือ ปรับปรุง แก้ไข
6.การปรับปรุง (Modification and improvement)
                 หลังจากการทดสอบผลแล้วพบว่า สิ่งประดิษฐ์ที่สร้างขึ้น หรือวิธีการที่คิดขึ้นไม่ทำงานมีข้อบกพร่อง ก็ทำการปรับปรุงแก้ไข โดยอาจเลือกวิธีการใหม่ก็ได้คือย้อนไปขั้นตอนที่ 3
7.ประเมินผล (Assessment)
    หลังจากปรับปรุงแก้ไขจนใช้งานได้ดีตามวิธีการที่ออกแบบแล้ว ก็นำมาประเมินผลโดยรวมโดยพิจารณาดังนี้
     • สิ่งประดิษฐ์สามารถแก้ปัญหาหรือสนองความต้องการที่ระบุไว้ได้หรือไม่
     • สวยงาม ดึงดูดใจผู้ใช้หรือไม่
     • แข็งแรงทนทานต่อการใช้งานหรือไม่


ที่มาของเนื้อหาทั้งหมด http://designtechnology.ipst.ac.th